นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัท ดีไฟร์ เทค จำกัด

นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัท ดีไฟร์ เทค จำกัด (“บริษัท”) ฉบับนี้

ปรับปรุงครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2565

เนื่องด้วยบริษัทตระหนักถึงความสำคัญของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล จึงได้จัดทำนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (“นโยบาย”) ฉบับนี้ขึ้น เพื่อกำหนดหลักปฏิบัติที่สำคัญในการบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งจะทำให้การบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ในความครอบครองของสนตอ.เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และยังช่วยให้การเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผย (“ประมวลผล”) เป็นไปโดยถูกต้องตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ไม่ว่าข้อมูลนั้นจะอยู่ในรูปแบบเอกสาร ภาพถ่าย ไฟล์ดิจิตอล สื่ออิเล็กทรอนิกส์ การบันทึกเสียง หรือในรูปแบบอื่นใด

นโยบายฉบับนี้มีผลบังคับใช้แก่บุคคลธรรมดาที่เป็นผู้ใช้เว็บไซต์ และ ทีมงานทุก ๆ คนในบริษัททั้งในอดีต ปัจจุบัน และในอนาคตที่บริษัทได้ทำการ หรือจะทำการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลไม่ว่าด้วยวิธีการใด รวมถึง ที่ปรึกษา บุคลากรตามสัญญาจ้าง และปัจเจกชนผู้ให้บริการ เป็นต้น บริษัทจึงขอแนะนำให้ทุกคนโปรดอ่านและทำความเข้าใจนโยบายฉบับนี้ เพื่อรับทราบวัตถุประสงค์ของการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้มอบให้แก่บริษัท ตลอดจนการคุ้มครอง การเข้าถึง และสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยบริษัทขอให้การรับรองว่านโยบายฉบับนี้สอดคล้องและเป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และกฎเกณฑ์ที่ออกภายใต้กฎหมายดังกล่าว (“พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฯ”)

ความหมายของข้อมูลส่วนบุคคล

  • ข้อมูลส่วนบุคคล หมายถึง ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลธรรมดาซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม (ไม่รวมถึงข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรมโดยเฉพาะ) เช่น คำนำหน้าชื่อ ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ อีเมล หมายเลขโทรศัพท์มือถือ หรือหมายเลขโทรศัพท์ที่ติดต่อได้
  • ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว หมายถึง ข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ความคิดเห็นทางการเมือง ความเชื่อในลัทธิ ศาสนาหรือปรัชญา พฤติกรรมทางเพศ ประวัติอาชญากรรม ข้อมูลสุขภาพ ความพิการ ข้อมูลสหภาพแรงงาน ข้อมูลพันธุกรรม ข้อมูลชีวภาพ หรือข้อมูลอื่นใด ซึ่งกระทบต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในทำนองเดียวกัน

ข้อมูลส่วนบุคคลที่ทำการเก็บรวบรวม และแหล่งที่มาของข้อมูล

ข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทเก็บรวบรวมจากเว็บไซต์มีดังต่อไปนี้

  • ข้อมูลส่วนตัว เช่น คำนำหน้าชื่อ ชื่อ นามสกุล อายุ วันเดือนปีเกิด เลขประจำตัวประชาชน
  • ข้อมูลการติดต่อ เช่น ที่อยู่อาศัย สถานที่ทำงาน ที่อยู่ที่ติดต่อ (สำหรับกรณีต่างจากที่อยู่อาศัย) หมายเลขโทรศัพท์ อีเมล หมายเลขโทรศัพท์ที่ติดต่อได้
  • ข้อมูลทางการเงิน เช่น เลขบัญชีธนาคาร
  • ข้อมูลที่ได้รับมาจากหน่วยงานอื่น เช่น หน่วยงานราชการ หรือ หน่วยงานเอกชนที่มีหน้าที่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลในเรื่องนั้น ๆ เป็นต้น อาทิ โฉนดที่ดิน หรือ สมุดทะเบียนเกษตรกร (สมุดเล่มเขียว)
  • ข้อมูลสถิติ เช่น การเข้าชมเว็บไซต์
  • ข้อมูลอุปกรณ์หรือเครื่องมือ เช่น Username/password, IP Address, Cookies, GPS Location
  • ข้อมูลอื่นๆ เช่น การใช้งานเว็บไซต์ เสียง ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และข้อมูลอื่นใดที่ถือว่าเป็นข้อมูลส่วนบุคคลภายใต้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

วัตถุประสงค์ในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทอาจประมวลผลข้อมูลโดยอาศัยความยินยอมของท่าน หรือการปฏิบัติตามสัญญาระหว่างกันหรือการใด ๆ เพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย สำหรับวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการให้บริการให้ความช่วยเหลือ ดังนี้

  • จัดหาบริการ หรือส่งมอบบริการและการเข้าถึงบริการ ไม่ว่าทางออนไลน์หรือออฟไลน์
  • ส่งข่าวสาร แนะนำบริการ
  • การประสานงานและส่งต่อข้อมูลให้กับหน่วยงานในเครือข่าย ซึ่งจะช่วยให้การแก้ไขปัญหามีความรวดเร็วขึ้น
  • การยืนยันตัวตนของผู้ใช้เว็บไซต์ และทีมงานทุก ๆ คนในบริษัท รวมถึง ที่ปรึกษา บุคลากรตามสัญญาจ้าง และปัจเจกชนผู้ให้บริการ เป็นต้น
  • ปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อกำหนด ระเบียบ ข้อบังคับ หรือการร้องขอใด ๆ จากหน่วยงานภาครัฐ เช่น การปฏิบัติตามหมายเรียกพยาน หรือคำสั่งศาล หรือการร้องขออื่นๆ ที่ถูกต้องตามกฎหมาย
  • วัตถุประสงค์อื่น ๆ ที่สนับสนุนการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ข้างต้น หรือที่ได้รับความยินยอมจากท่านเป็นครั้งคราว

การเปิดเผยหรือส่งต่อข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทอาจทำการเปิดเผยหรือส่งต่อข้อมูลส่วนบุคคลของ ผู้ใช้เว็บไซต์ และ ทีมงานทุก ๆ คนในบริษัท รวมถึง ที่ปรึกษา บุคลากรตามสัญญาจ้าง และปัจเจกชนผู้ให้บริการ เป็นต้น ให้แก่บุคคลภายนอกเท่าที่จำเป็นเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์หลักหรือวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล โดยบริษัทจะไม่ทำการตลาดเพื่อตัวเองและบุคคลที่สามและไม่มีการเปิดเผยและส่งต่อให้ข้อมูลส่วนบุคคลแก่บุคคลที่สามเพื่อวัตถุประสงค์ด้านการตลาด

เว็บไซต์อาจมีลิงก์เชื่อมไปยังเว็บไซต์บุคคลที่สาม หากท่านไปตามลิงก์เหล่านี้ นโยบายความเป็นส่วนตัวนี้ไม่ครอบคลุมไปถึงเว็บไซต์ของบุคคลที่สาม ดังนั้น การที่บุคคลที่สามประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่านจึงอยู่นอกเหนือการควบคุมของโครงการ และ โครงการไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและความรับผิดใด ๆ จากการกระทำของบุคคลที่สามดังกล่าว

การโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปต่างประเทศ

ในกรณีที่บริษัทมีความจำเป็นต้องโอนข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้เว็บไซต์ และ ทีมงานทุก ๆ คนในบริษัท รวมถึง ที่ปรึกษา บุคลากรตามสัญญาจ้าง และปัจเจกชนผู้ให้บริการ เป็นต้น ไปยังต่างประเทศ และประเทศปลายทางดังกล่าวมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด บริษัทจะดำเนินการให้เป็นที่มั่นใจว่าจะมีการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกโอนไปในระดับที่เพียงพอ เช่น บริษัทอาจจะต้องได้รับคำยืนยันจากบุคคลภายนอกที่เข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวว่าข้อมูลจะได้รับการคุ้มครองภายใต้มาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เทียบเท่ากับประเทศไทย

การเก็บรักษาและระยะเวลาในการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล

  • ข้อมูลส่วนบุคคลจะถูกเก็บรักษาไว้นานเท่าที่จำเป็น เพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ที่อธิบายไว้ในนโยบายความเป็นส่วนตัวนี้ หรือภายใต้ข้อบังคับของกฎหมาย หรือเพื่อการดำเนินการทางกฎหมาย เมื่อพ้นระยะเวลาดังกล่าวแล้ว บริษัทจะดำเนินการทำลายข้อมูลส่วนบุคคลนั้นตามขั้นตอนการทำลายข้อมูลของและจะดำเนินการให้เสร็จโดยไม่ชักช้า
  • บริษัทจะใช้มาตรการทางเทคนิค และการบริหารจัดการที่เหมาะสมเพื่อป้องกันและรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลของท่านที่เก็บรวบรวม เช่น ใช้โปรโตคอลความปลอดภัย (Secure Sockets Layer: SSL) สำหรับการเข้ารหัสข้อมูลผ่านทางอินเตอร์เน็ต และ จำกัดการเข้าถึงข้อมูลที่จัดเก็บในระบบอินเตอร์เน็ตไว้เฉพาะบุคลากรที่มีความจำเป็นต้องประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลนั้น

สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

ผู้ใช้เว็บไซต์ และทีมงานทุก ๆ คนในบริษัทรวมถึง ที่ปรึกษา บุคลากรตามสัญญาจ้าง และปัจเจกชนผู้ให้บริการ เป็นต้น อาจขอใช้สิทธิเหล่านี้ภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดและกระบวนการจัดการสิทธิของบริษัทดังต่อไปนี้

  • สิทธิขอถอนความยินยอม: หากท่านได้ให้ความยินยอมให้บริษัท เก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน (ไม่ว่าจะเป็นความยินยอมที่ท่านให้ไว้ก่อนวันที่กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลใช้บังคับหรือหลังจากนั้น) ท่านมีสิทธิที่จะถอนความยินยอมเมื่อใดก็ได้ตลอดระยะเวลาที่ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านอยู่กับบริษัท เว้นแต่มีข้อจำกัดสิทธินั้นโดยกฎหมายหรือมีสัญญาที่ให้ประโยชน์แก่ท่านอยู่ ทั้งนี้ การถอนความยินยอมของท่านอาจส่งผลกระทบต่อท่านจากการใช้ผลิตภัณฑ์ และ/หรือบริการต่างๆ เช่น ท่านจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ โปรโมชั่นหรือข้อเสนอใหม่ๆ ไม่ได้รับผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ดียิ่งขึ้นและสอดคล้องกับความต้องการของท่าน หรือไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารอันเป็นประโยชน์แก่ท่าน เป็นต้น เพื่อประโยชน์ของท่าน จึงควรศึกษาและสอบถามถึงผลกระทบก่อนเพิกถอนความยินยอม
  • สิทธิขอเข้าถึงข้อมูล: ท่านมีสิทธิขอเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของท่านที่อยู่ในความรับผิดชอบของบริษัทและขอให้บริษัททำสำเนาข้อมูลดังกล่าวให้แก่ท่าน รวมถึงขอให้บริษัทเปิดเผยว่าบริษัทได้ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านมาได้อย่างไร
  • สิทธิขอถ่ายโอนข้อมูล: ท่านมีสิทธิขอรับข้อมูลส่วนบุคคลของท่านในกรณีที่บริษัทได้จัดทำข้อมูลส่วนบุคคลนั้นอยู่ในรูปแบบให้สามารถอ่านหรือใช้งานได้ด้วยเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ทำงานได้โดยอัตโนมัติ และสามารถใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลได้ด้วยวิธีการอัตโนมัติ รวมทั้งมีสิทธิขอให้บริษัทส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลในรูปแบบดังกล่าวไปยังผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอื่นเมื่อสามารถทำได้ด้วยวิธีการอัตโนมัติ และมีสิทธิขอรับข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลในรูปแบบดังกล่าวไปยังผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอื่นโดยตรง เว้นแต่ไม่สามารถดำเนินการได้เพราะเหตุทางเทคนิคทั้งนี้ ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านข้างต้นต้องเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่ท่านได้ให้ความยินยอมแก่บริษัทในการเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผย หรือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทจำเป็นต้องเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยเพื่อให้ท่านสามารถใช้ผลิตภัณฑ์และ/หรือบริการของบริษัทได้ตามความประสงค์ซึ่งท่านเป็นคู่สัญญาอยู่กับบริษัท หรือเพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของท่านก่อนใช้ผลิตภัณฑ์และ/หรือบริการของบริษัทหรือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลอื่นตามที่ผู้มีอำนาจตามกฎหมายกำหนด
  • สิทธิขอคัดค้าน: ท่านมีสิทธิขอคัดค้านการเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านในเวลาใดก็ได้ หากการเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านที่ทำขึ้นเพื่อการดำเนินงานที่จำเป็นภายใต้ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัทหรือของบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น โดยไม่เกินขอบเขตที่ท่านสามารถคาดหมายได้อย่างสมเหตุสมผล หรือเพื่อดำเนินการตามภารกิจเพื่อสาธารณประโยชน์ หากท่านยื่นคัดค้าน บริษัทจะยังคงดำเนินการเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านต่อไปเฉพาะที่บริษัทสามารถแสดงเหตุผลตามกฎหมายได้ว่ามีความสำคัญยิ่งกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานของท่าน หรือเป็นไปเพื่อการยืนยันสิทธิตามกฎหมาย การปฏิบัติตามกฎหมาย หรือการต่อสู้ในการฟ้องร้องตามกฎหมาย ตามแต่ละกรณี นอกจากนี้ ท่านยังมีสิทธิขอคัดค้านการเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านที่ทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการตลาด หรือเพื่อวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือสถิติได้อีกด้วย
  • สิทธิขอให้ลบหรือทำลายข้อมูล: ท่านมีสิทธิขอลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน หรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวท่านได้ หากท่านเชื่อว่าข้อมูลส่วนบุคคลของท่านถูกเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หรือเห็นว่าบริษัทหมดความจำเป็นในการเก็บรักษาไว้ตามวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องในนโยบายฉบับนี้ หรือเมื่อท่านได้ใช้สิทธิขอถอนความยินยอมหรือใช้สิทธิขอคัดค้านตามที่แจ้งไว้ข้างต้นแล้ว
  • สิทธิขอให้ระงับการใช้ข้อมูล: ท่านมีสิทธิขอให้ระงับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลชั่วคราวในกรณีที่บริษัทอยู่ระหว่างตรวจสอบตามคำร้องขอใช้สิทธิขอแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลหรือขอคัดค้านของท่าน หรือกรณีอื่นใดที่บริษัทหมดความจำเป็นและต้องลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลของท่านตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องแต่ท่านขอให้บริษัทระงับการใช้แทนสิทธิในการร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหากเชื่อว่าการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นไปตามกฎหมายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
  • สิทธิขอให้แก้ไขข้อมูล: ท่านมีสิทธิขอแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลของท่านให้ถูกต้อง เป็นปัจจุบัน สมบูรณ์ และไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด
  • สิทธิร้องเรียน: ท่านมีสิทธิร้องเรียนต่อผู้มีอำนาจตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หากท่านเชื่อว่าการเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเป็นการกระทำในลักษณะที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
  • การใช้สิทธิของท่านดังกล่าวข้างต้นอาจถูกจำกัดภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และมีบางกรณีที่มีเหตุจำเป็นที่บริษัทอาจปฏิเสธหรือไม่สามารถดำเนินการตามคำขอใช้สิทธิข้างต้นของท่านได้ เช่น ต้องปฏิบัติตามกฎหมายหรือคำสั่งศาล เพื่อประโยชน์สาธารณะ การใช้สิทธิอาจละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น เป็นต้น หากบริษัทปฏิเสธ คำขอข้างต้น บริษัทจะแจ้งเหตุผลของการปฏิเสธให้ท่านทราบด้วย

อย่างไรก็ตาม การใช้สิทธิเพิกถอนความยินยอมในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลใดอาจส่งผลให้บริษัทมีข้อมูลไม่เพียงพอต่อการประมวลผลให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ได้แจ้ง ผู้ใช้สิทธิเพิกถอนต้องยอมรับต่อผลกระทบในด้านนิติสัมพันธ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องที่มีอยู่หรือที่ผูกพันอยู่กับบริษัท และไม่สามารถเรียกร้องใด ๆ ต่อบริษัทได้ เว้นแต่การประมวลผลหรือส่งต่อข้อมูลส่วนบุคคล เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือสัญญาที่ได้ตกลงไว้กับบริษัท

คำร้องขอใช้สิทธิใด ๆ ข้างต้นนี้ อาจถูกจำกัดโดยกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาจมีบางกรณีที่บริษัทสามารถปฏิเสธคำขอได้โดยชอบ เช่น เมื่อบริษัทต้องปฏิบัติตามกฎหมายหรือคำสั่งศาล โดยบริษัทจะพิจารณาและแจ้งผลพิจารณาคำร้องภายใน 30 วัน นับแต่วันที่บริษัทได้รับคำร้องดังกล่าว

หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิทธิของตนสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ http://www.mdes.go.th